ทั้งหมด : 70 ข่าว
 
หลักสูตรใหม่กับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐาน - 24 พฤศจิกายน 2552 จำนวนผู้อ่าน 2011 คน

 

คุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทยในปัจจุบันมีปัญหาตกต่ำและด้อยคุณภาพ ซึ่งยืนยันได้จากผลการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติในระดับพื้นฐาน (โอเน็ต)ที่พบว่า “ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา

มีค่าเฉลี่ยลดลงและต่ำกว่ามาตรฐาน และนักเรียนยังขาดทักษะในการคิด” อีกทั้งผลจากการวิจัยของ พีไอเอสเอ ซึ่งเป็นโครงการขององค์กรเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (โออีซีดี) พบว่า “นักเรียนไทยในระดับมัธยมต้น(อายุ 15 ปี) จำนวน 37 เปอร์เซ็นต์อ่านภาษาไทยไม่รู้เรื่อง วิเคราะห์ความหมายไม่ถูก และใช้ภาษาไทยให้เป็นประโยชน์ต่อการเรียนวิชาอื่นๆ ไม่ได้”

หลักสูตรใหม่หรือหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 เริ่มใช้กับโรงเรียนนำร่องในปีการศึกษาปัจจุบัน 2552 และจะใช้กับโรงเรียนทั่วประเทศกว่า 4 หมื่นแห่งในปีการศึกษาหน้า คือ 2553 หลักสูตรใหม่เป็นหลักสูตรที่เกิดจากการวิจัยอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาถึง 6 ปี ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) โดยพัฒนาจากข้อด้อยและปัญหาของหลักสูตรเดิม คือ หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2544

จุดมุ่งหมายของหลักสูตรใหม่มุ่งสู่ตัวผู้เรียน หลักสูตรใหม่กำหนดจุดมุ่งหมายสำคัญ 5 ประการ ที่มุ่งสู่ผู้เรียน คือ 1) มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมอันพึงประสงค์ 2) มีความรู้อันเป็นสากล มีความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี และมีทักษะชีวิต 3) มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตดี 4) มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และ 5) มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม มีจิตต่อสาธารณะ และอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข

กล่าวโดยสรุปคือหลักสูตรใหม่ต้องการสร้างให้เยาวชนไทย "เป็นคนดี เป็นคนเก่ง และมีความสุขในชีวิต"

จุดเด่นที่สำคัญของหลักสูตรใหม่ นอกจากจะกำหนดภาพความสำเร็จที่ชัดเจนที่มุ่งสู่ตัวผู้เรียนดังที่ได้กล่าวมาแล้ว หลักสูตรใหม่ยังมีจุดเด่นอื่นที่สำคัญอีก 4 ประการ คือ 1) กำหนดตัวชี้วัดเป็นขั้นปี เพื่อที่ครูผู้สอน นักเรียน และผู้ปกครองจะได้ทราบว่า เมื่อผู้เรียนเรียนจบแต่ละปีในแต่ละรายวิชา ผู้เรียนควรจะมีความรู้ ความสามารถ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์อะไรบ้าง 2) กำหนดสาระการเรียนรู้แกนกลาง เพื่อให้โรงเรียนทุกแห่งสามารถนำไปจัดการเรียนการสอนให้ทัดเทียมกันได้ โดยโรงเรียนสามารถจะเพิ่มเติมสาระการเรียนรู้ท้องถิ่นเข้าไปได้ 3) กำหนดเกณฑ์มาตรฐานการจบหลักสูตรและแนวปฏิบัติการวัดผล เพื่อให้โรงเรียนสามารถนำไปใช้วัดผลจากความสามารถจริงของผู้เรียน และ 4) กำหนดให้ผู้เรียนให้บริการสังคม เพื่อเป็นกิจกรรมของผู้เรียนที่ต่อเนื่องทุกปี

จากจุดเด่นดังกล่าว หากโรงเรียนนำไปจัดการเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพ คุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานจะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน
ปัจจัยต่อความสำเร็จของการใช้หลักสูตรใหม่ หลักสูตรใหม่จะประสบความสำเร็จได้ต้องอาศัยปัจจัยสำคัญ 5 ประการคือ 1) ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ต้องเข้ามามีส่วนร่วม (All for Education) กล่าวคือ คณะกรรมการโรงเรียน ผู้บริหารโรงเรียน ครูผู้สอน นักเรียนตลอดจนผู้ปกครอง ชุมชน และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.) ตลอดจนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องเข้ามามีส่วนร่วม 2) ครู จะต้องปรับเปลี่ยนการสอนโดยเน้นการสอนให้ผู้เรียนรู้จักคิดและมีคุณธรรมนอกเหนือจากความรู้ที่ให้ นักเรียนก็จะปรับวิธีการเรียนรู้ของตนเองไปด้วย 3) สื่อการเรียนรู้และแหล่งการเรียนรู้ ต้องมีความหลากหลายและมีคุณภาพ เช่น ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ เป็นต้น ห้องสมุดควรมีหนังสือดีๆ มีเพียงพอ และมีกิจกรรมส่งเสริมการอ่านเพื่อสร้างศักยภาพของห้องสมุดให้เป็นหัวใจของแหล่งเรียนรู้อย่างแท้จริง 4) ระบบประกันคุณภาพภายในของโรงเรียน ต้องมีความเข้มแข็ง และประการสุดท้ายคือ 5) หนังสือเรียน จะต้องมีคุณภาพและสอดรับกับจุดมุ่งหมาย มาตรฐานและตัวชี้วัดของหลักสูตรใหม่

 ความสำเร็จของการใช้หลักสูตรใหม่ คือความสำเร็จที่มุ่งสู่ตัวผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนเป็นคนดีของสังคม เป็นคนเก่งในระดับสากลได้ และสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา จึงขอสนับสนุนการใช้หลักสูตรใหม่ หรือหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 และปรารถนาให้กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) โดยทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมมือและร่วมใจกันอย่างจริงจังและจริงใจเพื่อช่วยกันพัฒนาคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทยให้มีคุณภาพ เพื่ออนาคตของเยาวชนไทยและของประเทศไทยต่อไป

 

ดร.อภิชาต การิกาญจน์
ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา
สภาผู้แทนราษฎร

ที่มา : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ผู้ประกาศข่าว : กองพัฒนาศิษย์เก่าสัมพันธ์
 
 
Copyright © 2009, ศูนย์บริการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยนเรศวร, All rights reserved.