ทั้งหมด : 70 ข่าว
 
โรคสมองเสื่อม..อัลไซเมอร์ - 23 พฤศจิกายน 2553 จำนวนผู้อ่าน 1747 คน

 

โรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์
Article: พ.อ.(พ) รศ.นพ. สามารถ นิธินันทน์ อายุรแพทย์ด้านประสาทวิทยา


      อาการหลงลืมของผู้สูงอายุ เช่น ลืมแว่นตา ลืมว่าปิดประตูบ้านหรือยัง ลืมชื่อคนรู้จัก เป็นสัญญาณของภาวะสมองเสื่อม (dementia) แต่ถ้าสามารถนึกขึ้นได้ในภายหลังก็เป็นเพียงอาการหลงลืมที่ไม่รุนแรง (mild cognitive impairment) อย่างไรก็ตาม มักพบว่าร้อยละ 30 ของคนที่มีอาการหลงลืมเรื่อยๆ จะกลายเป็นโรคสมองเสื่อม หรือ“อัลไซเมอร์” ในที่สุด

      โรคสมองเสื่อมหรืออัลไซเมอร์ หมายถึง การสูญเสียความจำระยะสั้นร่วมกับความผิดปกติของสิ่งเหล่านี้ คือ วุฒิปัญญา การใช้ภาษา การคิดคำนวณ การสูญเสียทักษะในลักษณะที่มีผลกระทบต่อกิจวัตรประจำวันของตัวเอง ต่อครอบครัว ต่อสังคม โดยไม่ได้มีสาเหตุจากโรคทางกายอื่นๆ และอาการเหล่านี้มีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ โดยส่วนใหญ่จะเริ่มเป็นตอนอายุ 65 ปีขึ้นไป

สาเหตุของโรคอัลไซเมอร์
     จริงๆ แล้ววงการแพทย์ยังไม่เข้าใจสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดโรคนี้ แต่เชื่อว่ามีที่มาทั้งจากพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม ดังนี้
สาเหตุจากพันธุกรรม ปัจจุบันมีการค้นพบโครโมโซมที่เกี่ยวข้องกับโรคสมองเสื่อม เช่น โครโมโซมที่ 14, 19 และ 21 นอกจากนี้ยังมีการตรวจพบพยาธิสภาพบางอย่างที่ผิดปกติในสมองของผู้ป่วยอัลไซเมอร์ เช่น การพันกันยุ่งเหยิงของนิวโรฟิบริวลารี่ แทงเกิลส์ (neurofibrillary tangles) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเส้นประสาท เพียงแต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า เป็นสาเหตุของโรคหรือเป็นผลที่ตามมากันแน่ นอกจากนี้ยังพบการสะสมของอมัยลอยด์ (amyloid) ซึ่งเป็นสารเหนียวๆ จับกันเป็นก้อนที่เรียกว่าพลาก (plaque) โดยทั้งพลากและแทงเกิลส์ต่างก็ทำลายเซลล์สมองที่ดี ซึ่งอยู่รอบๆ ให้เสียหาย ลักษณะอีกอย่างหนึ่งของโรคอัลไซเมอร์ คือ เซลล์สมองมีการสร้างสารส่งผ่านประสาทที่เกี่ยวข้องกับความจำลดลง ไม่ว่าจะเป็น อะเซททิลโคลีน (acetylcholine) เซโรโตนิน( Serotonin) และอีฟิเนฟริน (norepinephrine)

     สาเหตุจากปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีหลายอย่างเช่น สารอะลูมิเนียม โดยมีนักวิจัยพบว่า ในสมองของผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์หลายรายมีสารอะลูมิเนียมในปริมาณเพิ่มมากขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถสรุปได้
สังกะสี มีการพบสังกะสีค่อนข้างน้อยในเนื้อสมองบางตำแหน่งของผู้ที่เสียชีวิตจากโรคอัลไซเมอร์ และจากการศึกษาในห้องปฏิบัติการพบว่าสังกะสีเป็นสาเหตุของเบต้า อมัยลอยด์( beta-amyloid) ในน้ำไขสันหลัง
สารพิษจากอาหาร ในประเทศแคนาดามีการระบาดของโรคสมองซึ่งมีลักษณะคล้ายกับโรคอัลไซเมอร์ในผู้ที่รับประทานหอยที่มีกรดดีโมอิก (demoic acid) ซึ่งสารดังกล่าวจะเร่งการทำงานของสารกลูตาเมต อย่างไรก็ตามสารเหล่านี้ก็พบได้ไม่บ่อยนัก
ไวรัส โรคของระบบประสาทส่วนกลางบางชนิดมีสาเหตุจากเชื้อไวรัส และในช่วงเวลาหลายปีมานี้นักวิจัยได้พบเชื้อไวรัสบางชนิดในผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ ซึ่งจะต้องสืบค้นกันต่อไป

ปัจจัยเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์
ปัจจัยเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์ที่สำคัญได้แก่
     1. อายุ ยิ่งอายุมากขึ้นเท่าใดก็มีโอกาสเป็นโรคอัลไซเมอร์มากเท่านั้น พบว่าร้อยละ 10 ของผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปีจะเป็นโรคอัลไซเมอร์ และร้อยละ 50 ของผู้ป่วยที่มีอายุเกิน 85 เป็นโรคนี้
     2. เพศ โรคอัลไซเมอร์พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย
     3. ประวัติครอบครัว มีผู้ป่วยร้อยละ 10 ที่มีคนในครอบครัวเป็นโรคอัลไซเมอร์
     4. กลุ่มอาการดาวน์ ( Down syndrome ) ผู้ป่วยโรคนี้จะป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์เมื่ออายุ 30-40 ปีและสัมพันธ์กับอุบัติเหตุทางสมอง
     5. สารพิษจากสิ่งแวดล้อม มีนักวิจัยบางคนสรุปว่า การได้รับสารอะลูมิเนียมมากเกินไปจะทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์
     6. ผู้มีระดับการศึกษาต่ำ แม้ว่าจะยังไม่มีคำอธิบายที่แน่ชัดนัก แต่จากการสังเกตพบว่า ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์มักจะมีระดับการศึกษาต่ำ

อาการที่ปรากฏหรือสัญญาณเตือน
     สัญญาณเตือนที่ชัดเจนและตรงไปตรงมาของโรคอัลไซเมอร์ก็คือ อาการหลงลืมซึ่งจะเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ การไม่สามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ๆได้ ชอบถามคำถามซ้ำๆ นึกคำหรือประโยคที่จะพูดไม่ออก หลงลืมสิ่งของที่ใช้เป็นประจำ สับสนเรื่องเวลา สถานที่ จำบุคคลที่เคยรู้จักไม่ได้ มีอารมณ์หงุดหงิด หวาดระแวง ซึมเศร้า หรือเฉยเมย โดยผู้ป่วยจะค่อยๆ มีอาการเหล่านี้เพิ่มมากขึ้นจนไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้
ส่วนการดำเนินของโรคอัลไซเมอร์จะแบ่งได้เป็น 3 ระยะคือ
ระยะแรก ซึ่งจะกินเวลาประมาณ 1-3 ปี เป็นระยะที่ญาติยังสังเกตเห็นความผิดปกติไม่มากนัก ส่วนผู้ป่วยเองก็อาจจะบ่นว่า ตัวเองลืมง่ายโดยเฉพาะความรู้ใหม่ๆ หรืออาจจะสูญเสียความทรงจำเก่าๆ บางเรื่องไป มักลืมสิ่งที่พูดไปแล้วจึงพูดเรื่องเดิมซ้ำๆ ลืมคำศัพท์บางคำ มีความกระตือรือร้นน้อยลง โดยอาการเหล่านี้จะเป็นมากขึ้นตามลำดับ
ระยะกลาง ซึ่งใช้เวลาประมาณ 2-10 ปี ระยะนี้ผู้ป่วยบางรายจะยังพอรู้ตัวว่าหลงลืมง่าย โดยเฉพาะเรื่องวัน เวลา สถานที่ เช่น ลืมว่าจอดรถไว้ที่ไหน หรือจำทางไม่ได้ พูดจาวกวน และเป็นระยะที่ผู้ป่วยอาจจะมีอาการด้านอารมณ์ เช่น ก้าวร้าว หวาดระแวง ซึมเศร้า ทำให้สนใจตัวเองลดลง เป็นระยะที่ญาติสังเกตเห็นความผิดปกติได้ ซึ่งควรรีบนำผู้ป่วยมาพบแพทย์เพื่อทำการรักษาก่อนที่อาการป่วยจะลุกลาม
ระยะที่ 3 ซึ่งความจำของผู้ป่วยจะแย่ลงมาก พูดน้อยลง ปัสสาวะหรืออุจจาระโดยไม่บอก มีการเคลื่อนไหวผิดปกติ สับสน เอะอะอาละวาด หรือมีอาการทางจิตประสาท เช่น เห็นภาพหลอน หูแว่ว หวาดระแวงกลัวคนมาทำร้าย และในที่สุดผู้ป่วยจะทำอะไรไม่ได้เลย ต้องนอนนิ่งๆ อยู่เฉยๆ ตลอดทั้งวัน

      อย่างไรก็ดี โรคอัลไซเมอร์จะมีการดำเนินโรคไปอย่างช้าๆ โดยเฉลี่ยผู้ป่วยจึงจะเสียชีวิตในเวลาประมาณ 8-15 ปี โดยสาเหตุของการเสียชีวิตมักจะเกิดจากโรคแทรกซ้อน เช่น ติดเชื้อในทางเดินหายใจ การติดเชื้อในกระแสเลือด อุบัติเหตุ หลงทางไม่สามารถกลับบ้านได้

การวินิจฉัยโรคอัลไซเมอร์
     โรคอัลไซเมอร์เป็นโรคที่พบได้บ่อย แต่มักจะถูกละเลยจากแพทย์ พยาบาล ตัวผู้ป่วยและคนในครอบครัว โดยคิดว่าอาการที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่พบได้ในผู้สูงอายุทั่วๆ ไป แพทย์บางรายให้การวินิจฉัยผู้ป่วยว่าเป็นโรคซึมเศร้า โรคขาดอาหาร หรือเกิดจากปฏิกิริยาของยาที่รับประทานร่วมกันซึ่งสามารถแก้ไขได้ แต่โรคอัลไซเมอร์นั้นไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ดังนั้นการวินิจฉัยในระยะแรกของโรคจึงมีความสำคัญเพราะ

     1. ต้องหาสาเหตุของภาวะสมองเสื่อมที่สามารถแก้ไขได้
     2. หากเป็นโรคอัลไซเมอร์ระยะแรกจะช่วยให้การวางแผนการรักษาได้ดีขึ้น รวมทั้งการให้ยาบางชนิดเพื่อช่วยความจำ
     3. แม้ว่าการวินิจฉัยโรคอัลไซเมอร์ที่ถูกต้องที่สุด คือ การตรวจสมองหลังผู้ป่วยเสียชีวิตแล้วเท่านั้น แต่การวินิจฉัยเบื้องต้นทางคลินิกเพื่อให้การรักษาตั้งแต่ระยะแรกก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน โดยเมื่อมีการนำตัวผู้ป่วยมาพบแพทย์ แพทย์จะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกายอย่างละเอียด ทดสอบเพื่อดูความสามารถในการรับรู้ ตรวจเลือดเพื่อหาสาเหตุ และตรวจคอมพิวเตอร์สมอง เพื่อแพทย์จะได้ทำการรักษาอย่างถูกต้อง

การประเมินอาการผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์
     การซักถามประวัติจะช่วยให้แพทย์ประเมินสุขภาพผู้ป่วยทั้งในอดีตและปัจจุบันได้เป็นอย่างดี โดยแพทย์จะต้องถามถึงปัญหาที่นำผู้ป่วยมาหาแพทย์ อาการอื่นๆ เช่น โรคประจำตัว ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต สุขภาพร่างกายในปัจจุบัน ประวัติทางสังคม เช่น การสมรส สภาพที่อยู่อาศัย การทำงาน ประวัติเรื่องเพศสัมพันธ์ และเหตุการณ์ที่สำคัญในชีวิต รวมไปถึงประวัติการเจ็บป่วยของบุคคลในครอบครัวที่คล้ายคลึงกับผู้ป่วย
นอกจากนี้ยังประเมินด้วยการตรวจสภาพสมอง เพื่อทดสอบความจำ ความนึกคิด การรับรู้ การคำนวณ การตัดสินใจ การใช้ภาษา เพื่อดูว่ามีสภาพผิดปกติทางจิต เช่น ภาวะซึมเศร้าด้วยหรือไม่
การตรวจร่างกายทั่วไป เป็นการตรวจดูน้ำหนัก ส่วนสูง ความดันโลหิต อัตราการหายใจ อัตราชีพจร อุณหภูมิกาย และตรวจอวัยวะต่างๆ เช่น ผิวหนัง ศีรษะ หู ตา จมูก ลำคอ ปอด หัวใจ เต้านม (ในผู้หญิง) ท้อง กระดูกและกล้ามเนื้อ ทวารหนักและอวัยวะสืบพันธุ์ รวมถึงการตรวจทางระบบประสาท
การเอกซ์เรย์ เพื่อตรวจดูเนื้อปอด หัวใจ และกระดูกว่า มีความผิดปกติหรือไม่ เพื่อหาภาวะสมองเสื่อมจากสาเหตุอื่น
การตรวจเลือด เพื่อหาสาเหตุของภาวะสมองเสื่อม โดยดูจากความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด การทำงานของต่อมไทรอยด์ ตรวจหาเชื้อซิฟิลิส และเอชไอวี ตรวจหาระดับวิตามินบี 12 และการตรวจพิเศษ เช่น ความผิดปกติของยีนที่มีความสัมพันธ์กับโรคอัลไซเมอร์
การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์และคอมพิวเตอร์คลื่นแม่เหล็กสมอง เพื่อดูว่ามีความผิดปกติของเนื้องอก เลือดคั่งใต้เยื่อหุ้มสมอง โพรงสมองโต หรือสมองฝ่อ หรือไม่

      การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (electroencephalogram) เพื่อดูการทำงานของสมอง เช่น มีโรคลมชักร่วมด้วยหรือไม่
การทดสอบทางจิตประสาท เป็นการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสมองและพฤติกรรม ซึ่งทำในผู้ป่วยที่มีปัญหาต่างๆ เช่น ความจำ สมาธิ การจำคำศัพท์ การจำชื่อ การเข้าใจภาษาและอาการอื่นๆ ที่พบได้ในผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ซึ่งมักจะมีอาการทางจิต เช่น ซึมเศร้า หงุดหงิด หรือปัญหาที่เกิดจากการใช้ยาเกินขนาด อัมพาตและเนื้องอก การทดสอบนี้จะช่วยให้แพทย์เข้าใจถึงภาวะจิตใจที่ผิดปกติของผู้ป่วยได้ดีขึ้น

การรักษาโรคอัลไซเมอร์
     ถึงแม้ว่าในปัจจุบันยังไม่มียาชนิดใดที่รักษาโรคนี้ให้หายได้ แต่มีการใช้ยาที่ยับยั้งเอนไซม์โคลีนเอสเตอเรส (cholinesterase inhibitor) เพื่อเพิ่มระดับสารสื่อนำประสาทที่ชื่อว่า “อะเซททิลโคลีน (acetylcholine)” ในสมอง ซึ่งจะช่วยเพิ่มความจำให้ดีขึ้น ปัจจุบันมียาอยู่ 3 ชนิด คือ rivastigmine, donepezil galantamine นอกจากนี้ยังมียาอีกชนิดหนึ่งคือ memantine ซึ่งมีผลต่อสารส่งผ่านประสาท (neurotransmitter) ที่เรียกว่ากูลตาเมตด้วย ซึ่งผลการศึกษาทั้งในและต่างประเทศพบว่า ยาทั้ง 4 ชนิดนี้สามารถช่วยให้ความจำ พฤติกรรมและการทำกิจวัตรประจำวันดีขึ้น ทั้งในผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ตั้งแต่ระยะปานกลางจนถึงรุนแรง รวมถึงผู้ป่วยที่ความจำเสื่อมจากโรคหลอดเลือดสมอง แต่การใช้ยา 4 ชนิดนี้ทำให้เกิดผลข้างเคียง คือ คลื่นไส้ ปวดท้อง นอนไม่หลับ วิงเวียน ปวดศีรษะ โดยเฉพาะเมื่อเริ่มรับประทานยาครั้งแรก
อย่างไรก็ดี ในผู้ป่วยบางรายที่อาจจะมีอาการทางจิตอย่างรุนแรง ก็จำเป็นต้องใช้จิตแพทย์ร่วมในการรักษาด้วย

วิธีการรักษาใหม่ที่กำลังทำวิจัย
     ปัจจุบัน วงการแพทย์กำลังศึกษายาชนิดใหม่เพื่อใช้ในการป้องกัน หรือชะลอโรคอัลไซเมอร์ รวมถึงยาที่ช่วยควบคุมพฤติกรรมของผู้ป่วย เช่น กำลังศึกษายาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์เพื่อชะลอโรค โดยมีหลักฐานว่ามีการอักเสบในสมองที่อาจจะเกี่ยวข้องกับการทำงานของเซลล์สมอง
นอกจากนี้ยังมีการศึกษาเรื่องการรับประทานวิตามินอีซึ่งพบว่า สามารถชะลอการดำเนินโรคได้เป็นเวลาประมาณ 7 เดือน รวมทั้งยังศึกษาถึงการรับประทานวิตามินอีเพื่อป้องกันการเกิดโรคอัลไซเมอร์ในผู้ที่มีอาการหลงลืมง่ายอีกด้วย

การดูแลและการปฏิบัติตัวของผู้ป่วย   
     นอกจากแพทย์ผู้รักษาแล้ว การพูดคุยทำความเข้าใจกับผู้ดูแลถึงสิ่งต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นก็เป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากผู้ดูแลเป็นผู้ที่มีสติสัมปชัญญะและมีความจำดีจึงต้องใช้ความอดทนในการรับมือกับอาการและอารมณ์ผิดปกติของผู้ป่วย มิฉะนั้นจะทำให้ผู้ดูแลมีอาการเครียดมาก รวมถึงญาติและคนใกล้ชิดยังต้องร่วมมือกับแพทย์ผู้รักษาเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีอีกด้วย เช่นการดูแลในเรื่องต่างๆ ต่อไปนี้

     1. อาหาร แนะนำให้รับประทานอาหารที่มีผลไม้ ผัก ปลาให้มาก ลดอาหารจำพวกโปรตีนและนมลง จากการศึกษาของศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐอเมริกา พบว่าผู้ที่รับประทานอาหารดังกล่าวมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์ลดลงร้อยละ 10 นอกจากนี้ยังช่วยลดน้ำหนัก ลดความดันโลหิต และลดไขมันอีกด้วย
     2. การออกกำลังกาย ควรออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ ๓๐ นาที สัปดาห์ละ ๓ วัน ที่ไม่ใช่การทำงานบ้าน หรือการเดินจ่ายตลาด แต่หากเป็นการออกกำลังกายอย่างจริงจัง
     3. การจัดสถานที่ให้อากาศถ่ายเทสะดวก ไม่ควรวางสิ่งของกีดขวาง หรือหากเป็นของที่มีมุมแหลม เช่น ขอบโต๊ะ ขอบเตียง ควรหุ้มด้วยผ้าเพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้น รวมถึงมีการติดตั้งราวจับในห้องน้ำ หรือในห้องนอน ซึ่งผู้สูงอายุมักจะลื่นล้มบ่อยๆ เพื่อเป็นการป้องกัน
     4. ระวังภาวะแทรกซ้อนของโรค เช่น การสำลักอาหาร การเกิดอุบัติเหตุจากน้ำร้อน การติดเชื้อ ปอดบวม การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ เป็นต้น

 

..ด้วยความปรารถนาดีจาก งานศิษย์เก่าสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยนเรศวร..

ที่มา http://www.healthtoday.net

ผู้ประกาศข่าว : กองพัฒนาศิษย์เก่าสัมพันธ์
 
 
Copyright © 2009, ศูนย์บริการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยนเรศวร, All rights reserved.