ทั้งหมด : 70 ข่าว
 
ป้องกันและคัดกรอง วิธีหลีกเลี่ยงมะเร็งที่ดีที่สุด - 04 มีนาคม 2554 จำนวนผู้อ่าน 3009 คน
ตั้งแต่ปี พ.ศ.2548 เป็นต้นมา องค์การอนามัยโลกได้กำหนดให้วันที่ 4 กุมภาพันธ์เป็นวันมะเร็งโลก หรือ World Cancer Day เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนทั่วโลกหันมาสนใจป้องกันตัวเอง และเพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น HealthToday จึงเรียนเชิญแพทย์หญิงสุดสวาท เลาหวินิจ อายุรแพทย์ด้านมะเร็งวิทยา และนายกมะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย มาให้ข้อมูลกับผู้อ่านเกี่ยวกับอุบัติการณ์การเกิดมะเร็งในเมืองไทย รวมถึงวิธีการตรวจคัดกรองและป้องกันตัวเองเพื่อให้ห่างไกลจากโรคมะเร็งมากขึ้น

อุบัติการณ์และการเสียชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งในเมืองไทย
     สถิติล่าสุดของการเกิดมะเร็งในเมืองไทยทั้งประเทศยังเป็นตัวเลขของปี พ.ศ. 2544-2546 ซึ่งรายงานในปี พ.ศ. 2553 ที่พบว่า คนไทยเป็นมะเร็งประมาณ 241,051 ราย ใน 3 ปี หรือเฉลี่ย 80,350 รายต่อปี ถ้าคิดเป็นต่อประชากรแสนคนจะพบว่า ผู้หญิงเป็นมะเร็ง 120 คน ส่วนผู้ชายเป็นมะเร็ง 140 คน ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับสถิติปี พ.ศ.2541-2543 ที่คนไทยป่วยเป็นมะเร็ง 195,780 คน หรือ 65,260 รายต่อปี ก็จะพบว่าคนไทยเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้นร้อยละ 23
สำหรับสถิติการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งจะพบว่า ในปี 2552 คนไทยเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง 56,058 ราย หรือ 88.34 รายต่อประชากร 1 แสนคน หรือ 4,671 รายต่อเดือน 156 รายต่อวัน ซึ่งเพิ่มขึ้นประมาณ 10.7 % เมื่อเทียบกับสถิติปี พ.ศ. 2548

5 อันดับมะเร็งยอดนิยม
     สำหรับชนิดของมะเร็งที่พบบ่อย 5 อันดับแรกในช่วงปี 2544-2546 มีดังนี้

ผู้ชาย
1. มะเร็งตับและทางเดินน้ำดี
2. มะเร็งปอด
3. มะเร็งลำไส้ใหญ่
4. มะเร็งต่อมลูกหมาก (ขยับจากอันดับ 9 ในปี 2541-2543)
5. มะเร็งต่อมน้ำเหลือง

ผู้หญิง
1. มะเร็งเต้านม (ขยับจากอันดับ 2 ในปี 2541-2543)
2. มะเร็งปากมดลูก
3. มะเร็งตับและทางเดินน้ำดี
4. มะเร็งปอด
5. มะเร็งลำไส้ใหญ่
แต่สำหรับมะเร็งที่ทำให้คนไทยเสียชีวิต 6 อันดับแรกในปี พ.ศ. 2551 ได้แก่
1. มะเร็งตับและทางเดินน้ำดี
2. มะเร็งปอด
3. มะเร็งเต้านม
4. มะเร็งเม็ดเลือดขาว
5. มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
6. มะเร็งปากมดลูก

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
     แม้ว่าปัจจุบันวงการแพทย์จะยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดมะเร็งหลายประเภท แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะไม่มีวิธีการป้องกันหรือหลีกเลี่ยงการเป็นโรคมะเร็งเลย ซึ่งหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการหลีกเลี่ยงหรือป้องกันการเกิดมะเร็งคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หรือวิถีชีวิตให้ถูกสุขลักษณะมากขึ้น อาทิ

      - การหลีกเลี่ยงสารก่อมะเร็ง ซึ่งได้แก่ การสูบบุหรี่ อันเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดมะเร็งปอด ความอ้วน ซึ่งทำให้เกิดมะเร็งหลายประเภท ตั้งแต่มะเร็งเต้านม มะเร็งทางเดินอาหาร หลีกเลี่ยงการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุของการได้รับไวรัสตับอักเสบบีและซี ที่เป็นสาเหตุของมะเร็งตับ การมีเพศสัมพันธ์ที่ถูกต้องเพื่อป้องกันมะเร็งปากมดลูก

      - การรับประทานอาหารที่เหมาะสม โดยเฉพาะการรับประทานผัก ผลไม้ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง อาหารที่ให้พลังงานสูง แอลกอฮอล์ เนื้อแดง อาหารปิ้งย่างต่างๆ รวมถึงไม่กินปลาดิบ เพื่อป้องกันพยาธิใบไม้ในตับ ซึ่งเป็นสาเหตุของมะเร็งทางเดินน้ำดี
- การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและไม่อ้วน

การตรวจคัดกรอง
     นอกจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้ว การตรวจคัดกรองมะเร็งหรือการตรวจมะเร็งระยะแรกยังเป็นวิธีการที่สำคัญมากที่จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็ง และลดโอกาสการเสียชีวิต เพราะจากสถิติทางการแพทย์พบว่า หากมีการตรวจพบมะเร็งตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น ผู้ป่วยจะมีโอกาสรอดชีวิตสูงกว่าการเป็นมะเร็งในระยะแพร่กระจาย แต่ที่น่าเสียดายคือ ผู้ป่วยมักไปพบแพทย์เมื่อเป็นมะเร็งระยะแพร่กระจายแล้วค่อนข้างสูง ยกตัวอย่างเช่นมะเร็งเต้านม สถิติในปี พ.ศ. 2544-2546 พบว่าผู้ป่วยที่ไปพบแพทย์ ร้อยละ 9-66.4 เป็นระยะที่มะเร็งกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองแล้ว โดยพบมะเร็งเต้านมในระยะแรกร้อยละ 3.5-41.7 และพบในระยะแพร่กระจายไปแล้วร้อยละ 2.4-18.2

      ทั้งๆ ที่อัตราการอยู่รอดชีวิตที่ 5 ปีของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาเมื่อโรคยังอยู่เฉพาะที่จะสูงถึงร้อยละ 98 ขณะที่หากโรคอยู่ในระยะแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองอัตราการรอดชีวิตจะอยู่ที่ร้อยละ 81 และลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 26 หากโรคอยู่ในระยะแพร่กระจายไปไกล ซึ่งใกล้เคียงกับอัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปีของมะเร็งปากมดลูก คือหากตรวจพบในระยะเฉพาะที่ (localized) จะอยู่ที่ร้อยละ 92.2 แต่หากพบเมื่อโรคแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองแล้วจะอยู่ที่ร้อยละ 54.7 ถ้าโรคมีการแพร่กระจายไปไกลจะอยู่ที่ร้อยละ 16.5

      ด้วยเหตุนี้การตรวจคัดกรองมะเร็งเพื่อที่จะได้พบกับผู้ป่วยตั้งแต่ระยะแรกๆ จึงมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะในมะเร็งที่สามารถมีการคัดกรองได้ดังต่อไปนี้

มะเร็งเต้านม
     มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในผู้หญิงและเป็นสาเหตุการตายด้วยอันดับที่ 3 และเป็นมะเร็งที่ทางการแพทย์ยังไม่ทราบสาเหตุ กลุ่มเสี่ยงคือผู้หญิงที่มีอายุมากขึ้น โดยแอลกอฮอล์และโรคอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ สำหรับสาเหตุจากกรรมพันธุ์ คือ ยีน BRCA1 และ BRCA2 ที่ผิดปกติ การมีคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านมที่อายุน้อยกว่า 50 ปี มีคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ วิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมสำหรับคนที่ไม่มีความเสี่ยง คือ
สำหรับคนอายุ 20-40 ปี ควรให้แพทย์ตรวจเต้านมทุก 1-3 ปี รวมถึงตรวจเต้านมด้วยตัวเองในวันที่ประจำเดือนหมด
ส่วนคนที่อายุมากกว่า 40 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงมากขึ้น ควรให้แพทย์ตรวจเต้านมและตรวจด้วยการทำแมมโมแกรมปีละ 1 ครั้ง รวมถึงตรวจเต้านมด้วยตัวเองในวันที่ประจำเดือนหมด

มะเร็งปากมดลูก
     ผู้หญิงควรเริ่มตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเมื่ออายุ 21 ปี หรือเมื่อเริ่มมีเพศสัมพันธ์ (หากอายุน้อยกว่า 21 ปี) โดยมีความถี่ในการตรวจคัดกรองด้วยการตรวจภายในร่วมกับการทำแปปสเมียร์ ดังนี้
- อายุ 21-29 ปี ควรตรวจทุก 2 ปี
- อายุมากกว่า 30 ปี ที่ไม่มีโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง และการตรวจคัดกรองไม่พบสิ่งผิดปกติติดต่อกัน 3 ครั้ง อาจตรวจทุก 3 ปีได้
- ผู้หญิงที่เคยฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อ HPV ควรต้องตรวจคัดกรองเหมือนคนปกติ เพราะว่าไวรัส HPV มีหลากหลายสายพันธุ์ ส่วนวัคซีนที่ฉีดจะป้องกันเฉพาะสายพันธุ์ที่พบบ่อย ฉะนั้นการฉีดวัคซีนจึงไม่ใช่การลดความเสี่ยงทั้งหมด
- ควรตรวจภายในเป็นประจำทุกปี (ถึงแม้ว่าจะไม่ต้องตรวจด้วยแปปสเมียร์ก็ตาม) ทั้งนี้เพื่อดูความผิดปกติอื่นๆ ภายในมดลูกหรือรังไข่

มะเร็งลำไส้ใหญ่
     มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นมะเร็งที่พบเป็นอันดับ 3 ในผู้ชายและอันดับ 5 ในผู้หญิง รวมถึงเป็นสาเหตุการตายอันดับ 5 ในปี พ.ศ. 2551 จะพบบ่อยในกลุ่มคนที่มีอายุ 40-50 ปีขึ้นไป โดยหากเป็นระยะแรกอาจจะไม่มีอาการ แต่ก็มีอาการที่สามารถสังเกตได้คือ อาการลำไส้อุดตัน ปวดทวารหนัก ถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือด ซึ่งต้องระวังเพราะคนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าเกิดจากริดสีดวงทวาร ทั้งๆ ที่อาจจะเป็นอาการของมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ รวมถึงถ้ามีเลือดออกในอุจจาระนานจะมีอาการซีด

     มะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนมากยังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน แต่มีสิ่งแวดล้อมที่อาจจะเอื้อให้เป็นคือมาจากอาหารอย่างเนื้อแดง อาหารปิ้งย่าง อาหารที่มีไขมันสูงหรือให้พลังงานสูง แอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ อ้วน รวมถึงกรรมพันธุ์ แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการรับประทานผักผลไม้มากๆ รวมถึงอาหารที่มีแคลเซียมสูง

     วิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่สำหรับกลุ่มคนที่ไม่มีความเสี่ยง คือ คนที่ไม่มีคนในครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ไม่เคยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือมีติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ รวมถึงไม่เคยเป็นโรคลำไส้อักเสบรุนแรง และอายุ 50 ปีขึ้นไป คือ
     - การตรวจหาเลือดในอุจจาระ ซึ่งถ้าพบความผิดปกติต้องส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่
     - ถ้าผลการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ปกติ ให้ตรวจใหม่ทุก 10 ปี
     - หรืออาจจะส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่
     - หรือการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่เฉพาะช่วงล่าง ถ้าปกติให้ตรวจใหม่ทุก 5 ปี

มะเร็งต่อมลูกหมาก
     แม้ว่ามะเร็งต่อมลูกหมากจะพบมากเป็นอันดับ 4 ในผู้ชายไทย แต่ก็พบเพียง 5.5 คนต่อประชากรในแสนคนเท่านั้น โดยพบในกรุงเทพฯมากที่สุด (9:1 แสนคน) ในประเทศไทยจึงยังมีการถกเถียงกันว่าควรจะมีการตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมายหรือไม่ แต่ผู้ที่สนใจโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง คือ ผู้สูงอายุ 65-75 ปี ซึ่งเป็นช่วงอายุที่พบบ่อยก็สามารถทำการตรวจคัดกรองได้ โดยเริ่มตรวจตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไป ด้วยวิธีต่อไปนี้

     - ตรวจต่อมลูกหมากโดยการตรวจทางทวารหนักด้วยนิ้ว หรือการทำอัลตราซาวนด์
     - ตรวจเลือดหาค่า PSA (prostate specific antigen)

      สำหรับมะเร็งปอด ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 2 เมื่อปี 2551 และเป็นมะเร็งที่พบบ่อยในอันดับ 2 และอันดับ 4 ในผู้ชายและผู้หญิงตามลำดับนั้น เป็นมะเร็งที่สามารถตรวจคัดกรองได้ยาก เพราะไม่มีมาตรฐานอะไรที่จะให้คัดกรอง มีเพียงคำแนะนำให้หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงนั่นคือการไม่สูบบุหรี่ หรือหยุดสูบบุหรี่ และหลีกเลี่ยงการได้รับควันบุหรี่ (ไม่เป็นผู้สูบบุหรี่มือสอง) เช่นเดียวกับมะเร็งตับและทางเดินน้ำดี ก็เป็นมะเร็งที่ไม่มีการตรวจคัดกรอง มีเพียงการป้องกัน เช่น ไม่กินปลาดิบ หรือการตรวจอุจจาระเพื่อหาไข่พยาธิใบไม้ในตับ หากว่ามีก็ต้องทำการรักษา

การปฏิบัติตัวของผู้ป่วยมะเร็งที่รักษาหายแล้ว
     การปฏิบัติของคนที่เป็นมะเร็งและรักษาหายแล้วถือว่าเป็นสิ่งสำคัญเพื่อป้องกันและเฝ้าระวังมิให้มะเร็งกลับมาเป็นอีก หรือสามารถรู้ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ หากว่ามะเร็งกลับมา คือ

      - หลีกเลี่ยงสาเหตุที่ก่อให้เกิดมะเร็ง เช่น ไม่สูบบุหรี่ และพยายามเลี่ยงความอ้วน ออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และมีไฟเบอร์สูงๆ อย่างผักและผลไม้

      - ไปพบแพทย์ตามนัด เพราะแม้ว่าจะรักษาหายแล้ว แต่โรคอาจจะมีโอกาสกลับมาได้อีก โดยในช่วง 2 ปีแรกแพทย์มักจะนัดให้มาพบเพื่อทำการตรวจเช็คทุก 3 เดือน หลังจากนั้นอาจจะให้มาพบทุก 6 เดือน

      - ทำจิตใจให้สงบ เพราะผู้ป่วยที่เคยเป็นมะเร็งมักจะมีความกังวล ความเครียด ซึ่งนอกจากจะไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นแล้วยังอาจจะส่งผลเสียต่อตัวเองอีกด้วย ฉะนั้นจึงควรทำใจให้สบาย ขณะเดียวกันแพทย์เองก็ต้องอธิบายให้ผู้ป่วยฟังถึงความจำเป็นในการเฝ้าระวัง

 

ที่มา : http://www.healthtoday.net/

ผู้ประกาศข่าว : กองพัฒนาศิษย์เก่าสัมพันธ์
 
 
Copyright © 2009, ศูนย์บริการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยนเรศวร, All rights reserved.