ทั้งหมด : 70 ข่าว
 
กระเพาะปัสสาวะอักเสบ - 04 มีนาคม 2554 จำนวนผู้อ่าน 2778 คน
Article: นท.ดร.นพ.สมพล เพิ่มพงศ์โกศล ศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ

     กระเพาะปัสสาวะอักเสบเป็นการติดเชื้อของกระเพาะปัสสาวะจากหลากหลายสาเหตุ โดยพบมากในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายหลายเท่า แต่สามารถป้องกันได้ หากรักษาสุขอนามัยให้ดี

อะไรคือกระเพาะปัสสาวะ
     ระบบทางเดินปัสสาวะประกอบด้วยไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะ อวัยวะทั้งหมดทำหน้าที่นำของเสียออกจากร่างกาย โดยไตซึ่งเป็นอวัยวะคู่ มีรูปร่างเหมือนถั่วอยู่ด้านหลังของช่องท้องด้านบน จะทำหน้าที่กรองของเสียออกจากเลือด และควบคุมความเข้มข้นของสารต่างๆ ในร่างกาย โดยหลอดไตซึ่งเป็นท่อยาวจะเป็นทางผ่านของปัสสาวะจากไตไปสู่กระเพาะปัสสาวะ ซึ่งทำหน้าที่เก็บกักปัสสาวะจนกระทั่งออกจากร่างกายผ่านท่อปัสสาวะ

สาเหตุหรือที่มา
     กระเพาะปัสสาวะอักเสบเกิดขึ้นได้จากหลากหลายสาเหตุ แต่สามารถแบ่งได้เป็น 2 สาเหตุหลักดังนี้

1. กระเพาะปัสสาวะอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งแบ่งออกเป็น

      1.1 การติดเชื้อจากแบคทีเรียของลำไส้ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ได้พบบ่อยมากที่สุด โดยเฉพาะในผู้หญิงซึ่งมีท่อปัสสาวะสั้น ดังนั้นแม้ว่าตามปกติจะถือว่าปัสสาวะปลอดเชื้อ แต่ผู้หญิงประมาณร้อยละ 20-40 จะมีกระเพาะปัสสาวะอักเสบอย่างน้อยครั้งหนึ่งในช่วงของชีวิต

      1.2 การติดเชื้อจากแบคทีเรียนอกร่างกาย ที่เข้ามาในระบบทางเดินปัสสาวะผ่านท่อปัสสาวะ และเพิ่มจำนวนมากขึ้น แม้ว่าระบบทางเดินปัสสาวะจะถูกสร้างขึ้นเพื่อแยกออกจากการมีสิ่งแปลกปลอมเข้ามา รวมถึงกระเพาะปัสสาวะจะหลั่งสารเคลือบเพื่อป้องกันการเกาะของแบคทีเรียที่ผนังกระเพาะปัสสาวะ ขณะที่น้ำปัสสาวะเองก็มีคุณสมบัติป้องกันแบคทีเรียและหยุดยั้งการเติบโตของแบคทีเรีย แต่ก็มีปัจจัยบางอย่างที่เพิ่มโอกาสให้แบคทีเรียสามารถเติบโตได้จนทำให้เกิดการติดเชื้ออย่างมาก โดยสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้หญิงเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะปัสสาวะก็คือการมีเพศสัมพันธ์ เพราะแบคทีเรียอาจเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะผ่านทางท่อปัสสาวะได้ อย่างไรก็ตามเด็กผู้หญิงหรือผู้หญิงที่ยังไม่ได้อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ก็อาจไวต่อการติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่างได้ เนื่องจากบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์หรือช่องคลอดของผู้หญิงมักมีแบคทีเรียอยู่

      ส่วนเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ของกระเพาะปัสสาวะอักเสบ คือ เชื้อแบคทีเรียแกรมลบรูปแท่งที่ชื่อเอสเชอริเชีย โคไล (Escherichia coli) ที่มีชื่อย่อว่าอีโคไล (E.coli) ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่พบได้บ่อยมากในบริเวณช่องคลอด ที่สำคัญสายพันธุ์ใหม่ของอีโคไลที่ดื้อต่อยาปฏิชีวนะยังเป็นสาเหตุให้การรักษาการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะยากมากขึ้น

      โดยทั่วไปการติดเชื้อแบคทีเรียของกระเพาะปัสสาวะมี 2 ชนิดหลัก คือ
การติดเชื้อกระเพาะปัสสาวะในชุมชน ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อผู้ป่วยไม่ได้อยู่ในสถานพยาบาลหรือโรงพยาบาล เป็นภาวะซึ่งพบได้บ่อยในผู้หญิงอายุ 20-50 ปี แต่พบได้น้อยมากในผู้ชายอายุเท่ากัน อย่างไรก็ตามผู้ชายที่มีอายุมากกว่า 55 ปีอาจมีปัจจัยเสี่ยงของการติดเชื้อของกระเพาะปัสสาวะเพราะต่อมลูกหมากโต ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้การไหลของปัสสาวะถูกอุดตันในผู้ชายสูงอายุที่พบได้บ่อย

      การติดเชื้อของกระเพาะปัสสาวะภายในโรงพยาบาล หรือการติดเชื้อที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยที่อยู่ในสถานพยาบาล ซึ่งมักเกิดขึ้นในขณะที่เก็บปัสสาวะจากกระเพาะปัสสาวะด้วยการใส่สายสวนเข้าไปทางท่อปัสสาวะ ซึ่งเป็นวิธีที่แพทย์ปฏิบัติก่อนทำการผ่าตัด หรือเพื่อระบายปัสสาวะสำหรับผู้ป่วยสูงอายุ หรือคนที่ต้องนอนอยู่บนเตียงนอนโดยไม่สามารถเคลื่อนไหวได้

2. กระเพาะปัสสาวะอักเสบที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งได้แก่

      2.1. กระเพาะปัสสาวะอักเสบแบบเรื้อรัง หรือที่เรียกว่ากลุ่มอาการปวดของปัสสาวะ ซึ่งเป็นโรคที่ยังไม่ทราบสาเหตุชัดเจน และยากที่จะวินิจฉัยหรือรักษา โดยส่วนใหญ่เกิดกับผู้หญิง

      2.2 กระเพาะปัสสาวะอักเสบจากยา ยาบางชนิดโดยเฉพาะยาเคมีบำบัด เช่น ยา cyclophosphamide และ ifosfamide สามารถทำให้เกิดการอักเสบของกระเพาะปัสสาวะจากส่วนประกอบของสารเคมีได้ หรือกระเพาะปัสสาวะอักเสบจากรังสี เช่น การรักษาบริเวณช่องเชิงกรานด้วยรังสี

      2.3 กระเพาะปัสสาวะอักเสบจากสิ่งแปลกปลอม เช่น จากการใส่สายสวนปัสสาวะเป็นเวลานาน ซึ่งอาจทำให้เกิดการติดเชื้อและทำลายอวัยวะได้ ซึ่งเป็นสาเหตุของการอักเสบตามมา

      2.4 กระเพาะปัสสาวะอักเสบจากสารเคมี ผู้ป่วยบางคนจะมีความไวต่อสารเคมีที่เป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์บางอย่าง เช่น สบู่ สเปรย์ระงับกลิ่นกายของผู้หญิง น้ำยาฆ่าเชื้ออสุจิ ซึ่งอาจทำให้เกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ภายในกระเพาะปัสสาวะที่ทำให้เกิดการอักเสบได้

      2.5 กระเพาะปัสสาวะอักเสบจากสาเหตุอื่นๆ โดยอาจจะเกิดจากภาวะแทรกซ้อนของโรคต่างๆ เช่น มะเร็งของนรีเวชวิทยา การอักเสบบริเวณเชิงกราน โรคเยื่อบุผิวมดลูกงอกผิดที่ ภาวะของระบบทางเดินอาหารอักเสบ โรคติ่งเนื้ออักเสบในลำไส้ใหญ่ โรคผื่นแดง และวัณโรคกลุ่มเสี่ยงและปัจจัยเสี่ยง
ผู้ป่วยบางคนอาจมีโอกาสติดเชื้อของกระเพาะปัสสาวะได้มากกว่าคนปกติทั่วไปหรือติดเชื้อใหม่ได้ง่ายกว่า โดยเฉพาะในผู้หญิง ซึ่งจะเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบมากกว่าผู้ชายหลายเท่า โดยปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของผู้หญิงก็คือ

      1. สรีระของผู้หญิงที่มีท่อปัสสาวะสั้นกว่าผู้ชาย และอยู่ใกล้ทวารหนัก ทำให้แบคทีเรียเดินทางเข้าปัสสาวะได้ง่ายกว่า

      2. การมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งเป็นโอกาสที่จะทำให้แบคทีเรียถูกผลักดันเข้าในท่อปัสสาวะผู้หญิงได้ ทำให้ผู้หญิงที่แต่งงานใหม่มีโอกาสกระเพาะปัสสาวะอักเสบอย่างที่เรียกว่าโรคฮันนีมูน หรือ Honeymoon cystitis

      3. การใช้ห่วงคุมกำเนิด เนื่องจากห่วงคุมกำเนิดจะมีสารฆ่าอสุจิ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงมากขึ้น

      4. การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนระหว่างการตั้งครรภ์ก็อาจจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะด้วย ถ้าผู้หญิงตั้งครรภ์มีแบคทีเรียอยู่ในปัสสาวะ ควรมีการเพาะเชื้อของปัสสาวะโดยไม่คำนึงว่าจะมีอาการหรือไม่ ถ้าเป็นแบคทีเรียชนิดเดียวกัน ผู้ป่วยควรได้รับการรักษาเพราะมีความเสี่ยงที่มีการติดเชื้อของไตและคลอดก่อนกำหนดได้

      5. ผู้หญิงหรือเด็กหญิงที่ไม่ได้รับการฝึกสุขลักษณะการเข้าห้องน้ำที่เหมาะสม
ส่วนปัจจัยเสี่ยงของทั้งผู้ชายและผู้หญิงจะประกอบด้วย

      1. นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งรบกวนการไหลของปัสสาวะ

      2. ผู้ชายที่มีต่อมลูกหมากโต ซึ่งทำให้ไม่สามารถปัสสาวะออกได้หมด ซึ่งในบางภาวะอาจทำให้มีอาการเหมือนกับกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เช่น ต่อมลูกหมากอักเสบ และท่อปัสสาวะอักเสบ

      3. การใส่สายสวนปัสสาวะเป็นเวลานาน ก็อาจเป็นผลให้เพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อจากแบคทีเรียและทำให้เกิดการทำลายเนื้อเยื่อของกระเพาะปัสสาวะด้วย หากมีการติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะบ่อยๆ โดยเฉพาะในเด็กชายหรือผู้ชายที่เป็นหนุ่มควรมีการตรวจสอบว่า มีความผิดปกติแต่กำเนิดของกายวิภาคของระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งทำให้ไม่ให้ปัสสาวะออกได้หมดหรือไม่อาการที่ปรากฏหรือสัญญาณเตือนที่ควรระวัง
     
      - ปัสสาวะปวดแล้วต้องรีบเข้าห้องน้ำ

      - ความรู้สึกแสบร้อนหรือปวดขัดเวลาถ่ายปัสสาวะ

      - ปัสสาวะบ่อยและปัสสาวะได้เพียงเล็กน้อย

     
- มีเลือดในปัสสาวะ

      - ปัสสาวะขุ่นและมีกลิ่นเหม็น

      - ปวดเหนือบริเวณกระดูกเชิงกรานหรือท้องน้อย

      - มีไข้ต่ำๆ

      - แต่ในเด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปีมักจะมีอาการไม่ชัดเจน เช่น มีอาการเพลีย เบื่ออาหาร และอาเจียน หรืออาจจะมีอาการปัสสาวะรดที่นอนอันเนื่องมาจากอาการของระบบทางเดินปัสสาวะอักเสบ โดยเฉพาะถ้าเกิดขึ้นทั้งกลางคืนและระหว่างวัน หรือเกิดขึ้นเฉพาะในช่วงระหว่างวัน

      - ผู้หญิงสูงอายุอาจไม่มีอาการ แต่มาด้วยอ่อนแรง ล้ม สับสนหรือมีไข้ การวินิจฉัย
การวินิจฉัยกระเพาะปัสสาวะอักเสบในช่วงต้นจะขึ้นอยู่กับอาการและอาการแสดง นอกจากนี้ก็ยังมีการตรวจทางเคมีวิทยา เช่น การใช้แผ่นแถบตรวจที่เรียกว่า dipstick จุ่มลงไปในปัสสาวะ หรือการตรวจเพาะเชื้อจากปัสสาวะทางห้องปฏิบัติการ ซึ่งปัสสาวะที่ส่งตรวจต้องใหม่ นอกจากนี้ยังต้องมีการเก็บปัสสาวะให้ถูกวิธีด้วย คือ ผู้หญิงควรแยกแคมด้านนอกระหว่างปัสสาวะ เพื่อหลีกเลี่ยงการปนเปื้อนแบคทีเรียจากผิวหนังและช่องคลอด โดยควรปัสสาวะออกไปช่วงหนึ่งก่อนแล้วเก็บปัสสาวะช่วงกลางเพื่อให้ได้ปัสสาวะที่ไม่ปนเปื้อน ซึ่งแพทย์จะบอกการอักเสบได้จากจำนวนของเม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาวในปัสสาวะจากการตรวจด้วยแถบ dipstick หรือจากกล้องจุลทรรศน์ และถ้าสิ่งเหล่านี้เป็นบวกแพทย์จะสั่งยาปฏิชีวนะให้รับประทานทันที และรอผลการตรวจเพาะเชื้อชนิดของแบคทีเรีย การตรวจดังกล่าวจะช่วยให้ทราบว่ายาปฏิชีวนะที่ใช้ไวหรือดื้อต่อแบคทีเรียที่จะตอบสนองต่อการรักษาอย่างไร ในกรณีที่มีการติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะซ้ำอีกครั้ง ผู้ป่วยควรได้รับการตรวจพิเศษเพิ่มเติม เช่น การตรวจอัลตราซาวนด์ (ultrasound) หรือคลื่นเสียงความถี่สูง การตรวจเอกซเรย์พิเศษของระบบทางเดินปัสสาวะ หรือการส่องกล้องตรวจกระเพาะปัสสาวะการรักษา

 

ที่มา : http://www.healthtoday.net/


ผู้ประกาศข่าว : กองพัฒนาศิษย์เก่าสัมพันธ์
 
 
Copyright © 2009, ศูนย์บริการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยนเรศวร, All rights reserved.