ทั้งหมด : 70 ข่าว
 
โรคไตเรื้อรัง - 04 มีนาคม 2554 จำนวนผู้อ่าน 3504 คน
โรคไตเรื้อรัง 

ก่อนอื่นต้องถามคุณก่อนว่า ปกติแล้วได้ไปตรวจสุขภาพกันบ้างหรือเปล่า หรือคุณตรวจสุขภาพล่าสุดนานแค่ไหนแล้ว เพราะโรคบางโรคนั้นอาจจะไม่แสดงอาการให้คุณได้รู้ และรู้สึกผิดสังเกตเลย กว่าจะรู้ตัวก็สายเกินไปซะแล้ว อย่างเช่น "โรคไตเรื้อรัง"

สำหรับ "ไต" ของคนเรานั้น จะมีรูปร่างคล้ายเมล็ดถั่ว ขนาดเท่ากำปั้นคนปกติ มี 2 ข้าง อยู่ด้านหลังช่องท้องข้างละ 1 อัน ไต ทำหน้าที่เกี่ยวกับการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย ผ่านทางปัสสาวะ รักษาสมดุลของน้ำเกลือแร่ และสมดุลกรด-ด่างในร่างกาย สร้างฮอร์โมน เช่น ฮอร์โมนที่ช่วยควบคุมสมดุล แคลเซียม และฟอสเฟต (คือ วิตามินดี นั่นเอง) และฮอร์โมนกระตุ้นไขกระดูกให้สร้างเม็ดเลือดแดง

 โรคไตเรื้อรัง หรือไตเสื่อม เกิดขึ้นได้อย่างไร?
ไตเรื้อรัง ก็คือ ไตที่เสื่อมแต่ทำหน้าที่ได้อยู่ แต่อาจทำหน้าที่ได้ลดลงหรือน้อยลง ส่วนไตวาย ก็บอกอยู่แล้วว่า วายไปเลย หยุดไปเลยไม่สามารถทำงานได้ต่อไป ปกติไตของเราจะเริ่ม เสื่อมตามธรรมชาติได้ร้อยละ 1 ต่อปี นับตั้งแต่อาย ุ35 ปีเป็นต้นไป ถือว่ายังไม่เป็นโรค แต่เป็นการเสื่อมตามวัย เวลามองโรคไตเสื่อมไม่ได้หมายความว่า ไตทั้งอันเสื่อม แต่หน่วยเล็กๆ บางส่วนเริ่มเสื่อม บางส่วนอาจจะเสื่อมนิดหน่อย บางส่วนเสื่อมสภาพไปเลย แต่ว่าสภาพการทำงานของไต ทั้งหมดยังพอใช้ได้ ปกติคนอายุ 80 ปี สภาพการทำงานของไตจะลดลงเหลือประมาณครึ่งหนึ่ง รวมทั้งอวัยวะอื่นๆก็เสื่อมไปตามวัยด้วยเช่นกัน

การเสื่อมของไต ไม่ใช่เสื่อมเพียงข้างเดียว และมีอีกข้างหนึ่งดี แต่จะเสื่อมไปพร้อมๆ กันทั้ง 2 ข้าง คนเรามีไตอยู่ 2 ข้าง ถ้าไตบกพร่องไป หรือถูกตัดไปข้างหนึ่ง ไตข้างที่เหลือ ยังพอทำหน้าที่แทนได้ ต่อเมื่อไตเสียไป 2 ข้าง แล้วจึงมีอาการของโรคไตวายตามมา

 สาเหตุของโรคไตเรื้อรัง

  1. ผู้ที่เป็นโรคเกี่ยวกับไตเรื้อรัง เช่น
     - โรคติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะซ้ำซาก
     - โรคนิ่วในไตและทางเดินปัสสาวะ
     - โรคไตเป็นถุงน้ำซึ่งสามารถถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์
     - โรคไตอื่นๆ

  2. ผู้ที่ป่วยเป็นโรคประจำตัวที่มีผลกระทบต่อการทำงานของไต เช่น  
    - โรคเบาหวาน
    - โรคความดันสูง
    - โรคเกาต์
    - โรค เอส แอล อี (SLE)

article_aroka_009

  3. ผู้ที่กินยาบางชนิด
หรือได้รับการสัมผัสสารเคมีบางชนิด เช่น สารตะกั่ว แคดเมียม ติดต่อกันเป็นเวลานาน 
  4. ผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี เพราะไตเสื่อมสภาพลงตามอายุ

 สาเหตุหลักของโรคไตวาย คือ เบาหวาน และความดันเลือดสูง และคาดว่าจะมีผู้ที่เป็นโรคไตวายเนื่องจากทั้ง 2 โรคนี้ อาจสูงถึง 1 ล้านคน มีข้อเท็จจริงประการหนึ่ง คือ โอกาสที่คนไทยจะเป็นโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายนั้น สูงถึง 1,000 คน ต่อประชากร 1 ล้านคน โดยเฉพาะคนที่มีอายุมากกว่า 50 ปี และมีโรคประจำตัว อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเรียกได้ว่า โรคไตเรื้อรังใกล้ชิดกับคนไทยมาก

 อาการของโรคไตเรื้อรัง
โรคไตเรื้อรัง มีทั้งหมด 5 ระยะ วัดตามค่าแรงม้า หรือวัดค่าอัตราการขจัดของเสียของไต
  ระยะที่ 1 ไตเสื่มหน้าที่ แต่แรงม้าของไตยังปกติ
  ระยะที่ 2 ไตเสื่อมหน้าที่ และ แรงม้าของไตเริ่มลดลงบ้าง
ซึ่งในระยะที่ 1- 2 นี้ยังไม่แสดงอาการใดๆ
  ระยะที่ 3 แรงม้าของไตลดลง มากพอควรเหลือประมาณ 60% จะเริ่มแสดงอาการ....เช่น ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน
  ระยะที่ 4 แรงม้าของไตลดลงอย่างมาก
  ระยะที่ 5 ไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ระยะที่ต้องฟอกเลือด ล้างไตช่องท้อง

 จะสังเกตอย่างไรว่าเรากำลังเป็นโรคไต?
ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน หรือ สำรวจตัวเองว่ามีโรคประจำอยู่ย้างหรือไม่ เช่น เบาหวานหรือความดัน

 วิธีการรักษา
ถ้ามีโรคประจำตัวก็ต้องรักษาโรคประจำตัวควบคู่ไปกับการรับประทานยารักษาโรคไตเสื่อมเรื้อรัง เช่น ยาชะลอความเสื่อมของไต และนอกจากนี้ต้องควบคุมเรื่องของการรับประทานอาหาร โดยเฉพาะอาหารที่ให้โปรตีนสูง  เช่น เนื้อสัตว์ ถั่ว เพราะจะทำให้ไต แต่ถ้าไม่กินอาหารประเภทโปรตีนเลยร่างกายอาจขาดสารอาหารได้ และที่สำคัญงดสูบบุหรี่

 การรักษาโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ผู้ป่วยสามารถเลือกวิธีการรักษาด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งตามความต้องการและเหมาะสม  
  1. การรักษาด้วยยา และการควบคุมอาหารและน้ำ
  2. การขจัดของเสียทางช่องท้องอย่างต่อเนื่อง เป็นวิธีการรักษาโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายวิธีหนึ่ง หลังจากได้รับการฝึกสอนจากแพทย์และพยาบาลเป็นเวลา ๑-๔ สัปดาห์แล้วผู้ป่วยสามารถกลับไปทำได้เองที่บ้าน ค่าใช้จ่ายในการขจัดของเสียทางช่องท้อง(รวมค่าน้ำยา) วันละประมาณ 1,000 บาท ทำทุกวันไปตลอด ในขณะที่ได้รับการรักษาผู้ป่วยสามารถทำงานและปฏิบัติภารกิจได้ปกติ
  3. การฟอกเลือด (การทำไตเทียม) การฟอกเลือดเป็นการบำบัดรักษาทดแทนการทำงานของไตในผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้ผลดีอีกวิธีหนึ่ง และเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย ผู้ป่วยจะได้รับการฟอกเลือดสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เฉลี่ยเดือนละ 9 ครั้ง ค่าใช้จ่ายสำหรับการฟอกเลือด เฉลี่ยครั้งละประมาณ 2,000-2,500 บาท ผู้ป่วยและญาติควรมีทุนสำรองหมุนเวียนใช้จ่ายประมาณเดือนละ 20,000-30,000 บาท
  4. การปลูกถ่ายไต การปลูกถ่ายไต หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า การเปลี่ยนไต เป็นวิธีการรักษาโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ที่ได้ผลดีที่สุดในปัจจุบัน ผู้ป่วยจะมีคุณภาพชีวิตใกล้เคียงปกติเพียงแต่ต้องกินยา

 วิธีการป้องกันโรคไตเรื้อรัง
  1. ตรวจเช็กดูว่า เป็นความดันเลือดสูง เบาหวาน และโรคเกาต์ หรือไม่ ถ้าเป็นจะต้องรักษาอย่างจริงจังและต่อเนื่องจนสามารถควบคุมระดับความดันเลือด ระดับน้ำตาลและกรดยูริกในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  2. เมื่อเป็นโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (เช่น กระเพาะปัสสาวะอักเสบ กรวยไตอักเสบ) หรือมีภาวะอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ (เช่น นิ่ว ต่อมลูกหมากโต) จะต้องทำการรักษาให้หายขาด
  3. ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาที่อาจมีพิษต่อไต และระมัดระวังการใช้ยาในผู้ป่วยที่มีเลือดไปเลี้ยงไตไม่ดี (หัวใจวาย หลอดเลือดแดงไตตีบ เป็นต้น)
  4. และควรหมั่นไปตรวจสุขภาพ อย่างน้อยปีละครั้ง 

 

บทความโดย พญ.โชติมา  พิเศษกุล
แพทย์ศูนย์ดูแลสุขภาพไต รพ.พญาไท 3

ที่มา : http://www.phyathai.com/phyathai/Aroka/aroka_kidney.php

ผู้ประกาศข่าว : กองพัฒนาศิษย์เก่าสัมพันธ์
 
 
Copyright © 2009, ศูนย์บริการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยนเรศวร, All rights reserved.